แนวทางที่ไม่หยุดยั้งของ Titleist ในการพัฒนาประสิทธิภาพทุกด้านของไดรเวอร์ ได้นำมาสู่ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวไดรเวอร์ GTS รุ่นใหม่ล่าสุด
สร้างขึ้นด้วยการต่อยอดจากประสิทธิภาพของไดรเวอร์ที่ถูกเลือกใช้มากที่สุดใน PGA TOUR โดย GTS ถูกวิศวกรรมขึ้นเพื่อมอบความเร็วบอลสปีด และความเสถียรที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจที่มากขึ้นจากแท่นที ประกอบด้วยสามโมเดลที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากทัวร์ — GTS2, GTS3 และ GTS4 — ที่ต่างให้ประสิทธิภาพเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน พร้อมความสามารถในการปรับแต่งที่มากกว่าที่เคย ช่วยให้นักกอล์ฟสามารถปลดล็อกประสิทธิภาพเฉพาะตัวเพิ่มเติม ผ่านการคัสตอมฟิตติ้งได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีใหม่ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพของ GTS
• โครงสร้าง Split Mass Frame ใหม่ ช่วยจัดวางน้ำหนักภายใน ทั้งไปที่ด้านหลังมากขึ้น เพื่อเพิ่มความเสถียร และ MOI เช่นเดียวกับน้ำหนักที่อยู่ต่ำลงไปด้านหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความเร็ว และวิถีมุมเหินของลูก
• โครงสร้างนี้เกิดขึ้นได้จากบอดี้แบบกระบวนการ Thermoform ทั้งชิ้น จากวัสดุ Proprietary Matrix Polymer ของ Titleist ที่ช่วยให้วิศวกรของ Titleist สามารถลดน้ำหนักชิ้นส่วนได้อย่างมาก
• หน้าไม้ Speed Sync Face ดีไซน์ใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั่วทั้งหน้าไม้— โดยเฉพาะในการปะทะบริเวณด้านบนของหน้าไม้
• อากาศพลศาสตร์แบบใหม่ที่ให้ความเร็วสูงขึ้น สามารถลดแรงต้าน และช่วยให้หัวไม้เคลื่อนที่ผ่านอากาศได้เร็วขึ้น
• ระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่งแบบใหม่ ในแต่ละโมเดล ที่สามารถปรับแต่งประสิทธิภาพเฉพาะบุคคลได้ละเอียดมากขึ้น ผ่านการคัสตอมฟิตติ้ง
• ลายกราฟิกหน้าไม้แบบ High-contrast ที่ได้รับฟีดแบ็กมาจากผู้เล่นระดับทัวร์ ช่วยให้เล็งวางตำแหน่งลูกกอล์ฟตอนจรดลูกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปรัชญาการในออกแบบไดรเวอร์ของ R&D ของ Titleist ยึดอยู่บนแนวคิดของประสิทธิภาพที่ต้องครบทุกด้าน การพัฒนาในด้านหนึ่งจะต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียประสิทธิภาพในอีกด้านหนึ่งไป และตัวเลือกไดรเวอร์ GTS คือภาพสะท้อนของแนวทางที่มุ่งมั่นนี้ในการยกระดับด้านประสิทธิภาพ
“เวลาที่เราพูดถึงการออกแบบไดรเวอร์ มันไม่เคยเป็นเรื่องของจุดเด่น หรือประโยชน์ด้านใดด้านเดียว— แต่มันต้องเป็นทั้งหมด” กล่าวโดย Stephanie Luttrell, Senior Director of Metalwood R&D ของ Titleist กล่าว “ความเร็วบอลสปีด, การชดเชยความผิดพลาด, ความสม่ำเสมอของสปิน, ความสามารถในการปรับแต่ง รวมถึงเสียงและความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม — ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นักกอล์ฟให้ความสำคัญ หน้าที่ของเราคือการออกแบบไลน์อัปที่ยกระดับประสิทธิภาพในทุกด้าน โดยไม่เสียสิ่งสำคัญด้านใดด้านหนึ่งไป และเรารู้สึกว่าเราทำสิ่งนั้นได้สำเร็จกับ GTS”
ภาพรวมแต่ละโมเดลไลน์อัปไดรเวอร์ GTS ประกอบด้วย 3 โมเดลย่อยที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน เพื่อรองรับความต้องการของนักกอล์ฟที่หลากหลาย:
GTS2 — ความเร็วพร้อมความเสถียรสูงสุด
GTS2 ถูกออกแบบมาสำหรับนักกอล์ฟที่ต้องการพลัง และความสม่ำเสมอทั่วทั้งหน้าไม้ จากดีไซน์ที่ให้ทั้งความเร็ว และการชดเชยความผิดพลาดสูง รวมถึงให้วิถีมุมเหินสูง พร้อมสปินปานกลาง และรูปทรงที่ดูทันสมัย ให้ความมั่นใจเมื่อจรดลูก
• องศาหน้าไม้: 8.0, 9.0, 10.0, 11.0 (มือขวา/มือซ้าย)
• ตัวเลือกหมุดน้ำหนัก: ระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่ง; 11 กรัมด้านหน้า, 5 กรัมด้านหลัง (มาตรฐาน)
GTS3 — ความเร็วพร้อมความแม่นยำที่สามารถปรับแต่งได้
GTS3 ถูกออกแบบมาสำหรับนักกอล์ฟที่ต้องการควบคุมความเร็ว และวิถีลูกได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับ GTS2 แล้ว GTS3 ให้วิถีมุมเหิน และสปินที่ต่ำกว่า พร้อมรูปทรงที่กะทัดรัดกว่า และมีหน้าไม้ที่ลึกกว่า
• องศาหน้าไม้: 8.0, 9.0, 10.0, 11.0 (มือขวา/มือซ้าย)
• ตัวเลือกหมุดน้ำหนัก: ระบบรางปรับน้ำหนัก พร้อมระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่ง; หมุดน้ำหนักราง 8 กรัม, ด้านหลัง 5 กรัม (มาตรฐาน)
GTS4 — ความเร็วพร้อมการลดสปินสูงสุด
GTS4 คือรุ่นที่ให้สปินต่ำที่สุดในบรรดาทั้งหมด ถูกออกแบบมาสำหรับนักกอล์ฟที่ต้องการลดอัตราสปินที่สูงเกินไป เพื่อเพิ่มระยะทางสูงสุด GTS4 มาพร้อมรูปทรงใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัวร์ และมีปริมาตรหัวไม้ใหญ่ขึ้น (460ซีซี) เมื่อเทียบกับรุ่น “4” เจเนอเรชันก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มการชดเชยความผิดพลาดในการตีไม่โดนกลางหน้าไม้ได้อย่างชัดเจน
• องศาหน้าไม้: 8.0, 9.0, 10.0 (RH/LH)
• ตัวเลือกหมุดน้ำหนัก: ระบบรางปรับน้ำหนัก พร้อมระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่ง; หมุดน้ำหนักราง 8 กรัม, ด้านหลัง 5 กรัม (มาตรฐาน)

เทคโนโลยีใน GTS
Thermoform Body และ Split Mass Frame
หัวใจสำคัญของประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นของ GTS คือ ดีไซน์ Split Mass Frame แบบใหม่ รวมถึงไดรเวอร์ GTS ทุกรุ่นมาพร้อมบอดี้ thermoform ทั้งชิ้น ซึ่งผลิตจากวัสดุ Proprietary Matrix Polymer (PMP) ของ Titleist โดยวัสดุคอมโพสิต PMP นี้ เปิดตัวครั้งแรกในไดรเวอร์ GT ซึ่งช่วยให้วิศวกรของ Titleist สามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างมาก พร้อมทั้งยังคงให้เสียง และความรู้สึกที่ผู้เล่นชื่นชอบ เมื่อเทียบกับ GT แล้ว GTS ใช้วัสดุ PMP มากขึ้นเป็นสองเท่า (จาก 13 กรัม เป็น 26 กรัม) โดย PMP คิดเป็นเกือบ 60% ของพื้นที่ผิวทั้งหมด แต่มีสัดส่วนมวลน้ำหนักเพียง 13% ของมวลรวมทั้งหมดในไดรเวอร์ GTS
เพื่อให้ได้ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง และ MOI ตามที่ต้องการ วิศวกรของ Titleist ได้จัดการการกระจายน้ำหนักที่ลดลงได้ โดยวางวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงไว้ด้านหลังเพื่อเพิ่มความเสถียร ขณะเดียวกันก็วางน้ำหนักอีกส่วนหนึ่งให้ต่ำ และไปด้านหน้าเพื่อเพิ่มความเร็ว และวิถีมุมเหินแบบไดนามิกส์ที่ดีขึ้น โครงสร้างใหม่นี้ถูกซ่อนอย่างแนบเนียนไว้ใต้ crown และช่วยปลดล็อกตำแหน่ง CG ที่เหมาะสม พร้อมค่าแรงเฉื่อยสูง เพื่อสร้างประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ทั้งเมื่อตีโดนกลางหน้าไม้ และตีไม่โดนกลางหน้าไม้
“เรารู้ว่าจุดศูนย์ถ่วงด้านหน้าช่วยสร้างความเร็ว วิถีมุมเหิน และสปินที่ยอดเยี่ยม แต่คุณต้องสามารถทำสิ่งนั้นได้โดยมีความเสถียรไปพร้อมกัน ในขณะที่ยังคงรักษาความเร็วบอลสปีด, วิถีมุมเหิน และความสม่ำเสมอของสปินในการตีไม่โดนกลางหน้าไม้เอาไว้” Luttrell กล่าวต่อ “ที่ผ่านมาเราไม่เคยสามารถสร้างตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง และคุณสมบัติความเสถียรแบบนี้ได้พร้อมกันมาก่อน และครั้งนี้ที่เราสามารถทำได้ ก็เพราะโครงสร้างของ GTS”
อากาศพลศาสตร์ที่เร่งความเร็วได้สูงขึ้น
ไลน์อัป GTS ได้รับประโยชน์จากรูปทรงอากาศพลศาสตร์ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศ และช่วยให้หัวไม้เคลื่อนที่ผ่านอากาศได้เร็วขึ้น ใน GTS2 และ GTS3 รุ่นใหม่ ส่วนท้ายของหัวไม้ถูกยกสูงขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยให้อากาศไหลต่อเนื่องไปตามกระดอง และท้องไม้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้สามารถเร่งความเร็วคลับเฮดสปีดได้สูงขึ้น
โดยปกติแล้ว รูปทรงที่มีอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น มักต้องแลกมาด้วยการสูญเสียคุณลักษณะด้านวิถีมุมเหิน เพราะจุดศูนย์ถ่วงมักจะขยับสูงขึ้น และถอยไปด้านหลังเมื่อท้ายหัวไม้ถูกยกสูงขึ้น แต่ด้วยน้ำหนักส่วนเกินที่ได้มาจาก Split Mass Frame ของ GTS วิศวกรของ Titleist จึงสามารถพัฒนาอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่สูญเสียอะไรไป และยังคงรักษาตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงที่ต้องการไว้ได้
“การพัฒนาเรื่องอากาศพลศาสตร์เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเพิ่มความเร็วให้กับผู้เล่นทุกคน และโครงสร้างของ GTS ทำให้เราสามารถออกแบบรูปทรงแบบนี้ได้โดยไม่ต้องสูญเสียตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงที่ดี” Luttrell กล่าว “นี่คือตัวอย่างที่ดีของเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกัน เพราะมันไม่สามารถทำงานแยกจากกันได้”

Speed Sync Face
ดีไซน์หน้าไม้ Speed Sync Face ใหม่ของ GTS พัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีไดรเวอร์ Titleist รุ่นก่อนหน้า เพื่อจัดการประสิทธิภาพทั่วทั้งหน้าไม้ให้ดียิ่งขึ้น ขอบรอบหน้าไม้ของไดรเวอร์ GTS ถูกเสริมด้วยโครงสร้างรองรับที่หนาขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการยุบตัวของหน้าไม้ และค่า COR เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตีโดนกลางหน้าไม้
แทนที่จะใช้ดีไซน์ Speed Ring แบบรุ่นก่อนหน้า ส่วนบนของวงแหวนรองรับหน้าไม้ถูกเปิดออก ช่วยเพิ่มความเร็วบอลสปีดเมื่อปะทะบริเวณด้านบนของหน้าไม้ นอกจากนี้ ไดรเวอร์ GTS ยังได้รับประโยชน์จากดีไซน์ความหนาหน้าไม้ที่หนาบางต่างระดับ
ระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่ง
อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจาก Split Mass Frame ของ GTS คือความสามารถในการเพิ่มการปรับแต่งประสิทธิภาพเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น น้ำหนักที่ลดได้ทำให้วิศวกรสามารถเพิ่มความสามารถในการปรับจุดศูนย์ถ่วง ผ่านระบบปรับแต่งน้ำหนักสองตำแหน่งที่มีในทุกโมเดล
“ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงคือ เครื่องมือในการฟิตติ้ง และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถปรับลักษณะวิถีมุมเหิน และสปิน รวมถึงแนวที่หน้าไม้เข้าหาสำหรับผู้เล่นได้” Luttrell อธิบาย “ยิ่งเราให้ความสามารถในการปรับแต่งได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งมีโอกาสปลดล็อกประสิทธิภาพให้ผู้เล่น และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น”
GTS2 มาพร้อมหมุดน้ำหนักแบบหน้า-หลัง (11 กรัมด้านหน้า และ 5 กรัมด้านหลังในสเปกมาตรฐาน) ขณะที่ GTS3 และ GTS4 มาพร้อมหมุดน้ำหนักที่รางด้านหน้า (8 กรัม) และหมุดน้ำหนักด้านหลัง (5 กรัม) การสลับตำแหน่งน้ำหนักจะช่วยขยับจุดศูนย์ถ่วงไปด้านหลังมากขึ้น ส่งผลให้วิถีมุมเหิน และสปินสูงขึ้น
นอกจากนี้ การคัสตอมฟิตติ้งยังช่วยให้ผู้เล่นสามารถปรับแต่งได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ผ่านตัวเลือกการจัดวางน้ำหนักเพิ่มเติม นอกเหนือไปจากสเปกมาตรฐาน
ลักษณะวิถีมุมเหิน/สปิน ตามตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วง
GTS2
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงอยู่ด้านหลัง: มุมเหินสูงที่สุด / สปินปานกลาง
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงมาตรฐาน: มุมเหินสูง / สปินปานกลาง
GTS3
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงอยู่ด้านหลัง: มุมเหินปานกลาง / สปินปานกลาง
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงมาตรฐาน: มุมเหินปานกลาง / สปินต่ำ
GTS4
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงอยู่ด้านหลัง: มุมเหินปานกลาง / สปินต่ำกว่า
o ตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงมาตรฐาน: มุมเหินปานกลาง / สปินต่ำที่สุด
ลายกราฟิกหน้าไม้แบบ High-Contrast
ไดรเวอร์ GTS มาพร้อมกราฟิกหน้าไม้แบบ high-contrast ที่ได้รับการปรับรายละเอียดใหม่ ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัวร์นี้ ใช้เส้นสายที่คมชัดเพื่อเน้นตำแหน่งกึ่งกลางหน้าไม้ ช่วยให้วางเล็งตำแหน่งลูกกอล์ฟได้ง่ายขึ้น และทำให้ผู้เล่นมองเห็นองศาหน้าไม้ได้ชัดเจนขึ้นเมื่อจรดลูก
“นี่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ตอนแรกคุณอาจมองว่า ‘มันก็แค่เรื่องความสวยงามใช่ไหม?’ แต่จริง ๆ แล้ว ภาพที่ผู้เล่นเห็นจากหน้าไม้เมื่อวางอยู่หลังลูกนั้น เป็นคุณสมบัติด้านประสิทธิภาพของไดรเวอร์อย่างแท้จริง” Luttrell กล่าว

GTS ใน Tour
มีผู้เล่นมากกว่า 50 คนใน PGA TOUR ที่เปลี่ยนมาใช้ GTS2, GTS3 หรือ GTS4 รุ่นใหม่แล้ว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในรายการ Texas Children’s Houston Open รวมถึง Justin Thomas (GTS2 9.0) และ Jordan Spieth (GTS2 10.0) ประสิทธิภาพที่ GTS มอบให้กับผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีในหัวไม้ ซึ่งช่วยให้ Titleist เป็นไดรเวอร์ที่ถูกใช้งานมากที่สุดบน PGA TOUR ต่อเนื่องเข้าสู่ฤดูกาลที่ 7
ไดรเวอร์ GTS ยังเริ่มสร้างตำแหน่งของตัวเองในถุงกอล์ฟของผู้เล่นในทัวร์อาชีพทั่วโลกอีกด้วย โดย Bernd Wiesberger (DP World Tour), Davis Lamb (Korn Ferry Tour) และ Sangyeop Lee (KPGA) ต่างคว้าแชมป์ได้ทันทีในการแข่งขันครั้งแรกที่ใช้ GTS
รวมถึงใน Asian Tour ที่มีผู้เล่น 28 คนเปลี่ยนมาใช้ GTS2, GTS3 หรือ GTS4 แล้ว
ก้านสต็อก
ก้านสต็อก
• Mitsubishi Tensei 1K White w/ Rip Technology
• Mitsubishi Tensei 1K Blue w/ Rip Technology
• Mitsubishi Tensei 1K Red w/ Rip Technology
กำหนดวางตลาดไดรเวอร์ GTS รุ่นใหม่ พร้อมให้ฟิตติ้งได้ตั้งแต่วันที่1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ที่ Titleist National Fitting Centres และที่พาร์ทเนอร์ด้านฟิตติ้งที่ได้รับการรับรองจาก TitleistGTS จะเริ่มวางตลาดพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไปราคาขายทั่วไป: 24,990 บาท
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่ออรรถพล โล่สุวรรณ | Senior Digital Marketing Executive | [email protected]